ข้อดี-ข้อเสียของการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8

ข้อดี-ข้อเสียของการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามสำหรับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุนดังนี้   

1. ประเทศเวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเจริญเติบโตของบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศ เมื่อบริษัทมีการเติบโต นั่นหมายถึงรายได้และกำไรของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทย่อมสามารถจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทได้เพิ่มมากขึ้น และทั้งหมดก็จะสะท้อนไปยังราคาหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์

หลายปีที่ผ่านมาเวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 10 ปีอยู่ที่ 6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังเป็นที่นิยมในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาในประเทศในจำนวนที่สูงมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

โดย H1 2016 ที่ผ่านมาเวียดนามมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 5.52%

2. ตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเป็นตลาดเกิดใหม่

หานับตั้งแต่วันเปิดการดำเนินงานครั้งแรกตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 จนถึงปัจจุบันเปิดดำเนินงานมาเป็นเวลา 16 ปี ซึ่งยังถือว่าน้อยมากหากเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์เวียดนามยังมีโอกาสในการเติบโตและพัฒนาไปได้อีก

3. เวียดนามมีประชากรกว่า 90 ล้านคน ซึ่งกว่า 50% เป็นทรัพยากรบุคคลในวัยทำงาน

จำนวนประชากรที่สูงเป็นอันดับ 13 ของโลกของเวียดนามและส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ การเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ของเวียดนามทรัพยากรมนุษย์ย่อมเป็นส่วนที่สำคัญ ณ ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีสถานภาพของการเป็นฐานการผลิตที่สำคัญที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยเมื่อหลัง พ.ศ.2546 หรือหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งหากเวียดนามสามารถพัฒนาศักยภาพของการเป็นฐานการผลิตและประชากรในระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศเวียดนามย่อมจะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ประชากรของเวียดนาม ณ ปัจจุบันอาจเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่สูงเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจมีการพัฒนาอย่างที่ได้กล่าวมา แน่นอนว่าจะมีการปรับหรือยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรชาวเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น บริษัท ห้าง ร้าน ต่างๆในประเทศก็ย่อมมีการพัฒนาและเติบโตเฉกเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งผลดีต่อการเข้าไปลงทุนของนักลงทุนในระยะยาว ที่ย่อมจะมีผลตอบแทนที่เติบโตไปพร้อมกับบริษัทหรือเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามในอนาคต

4. เป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

เหล่านักลงทุนย่อมทราบดีถึงวิธีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดหุ้นว่า นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ทับซ้อนกัน แต่การลงทุนนอกประเทศก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงที่ดี

กรณีที่เกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เฉพาะเจาะจงในประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นภายในประเทศนั้นๆตกลง เช่น การเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม การเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ การประท้วงต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุเฉพาะกาลของประเทศนั้นๆ หากนักลงทุนลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศเดียวที่เกิดปัญหา พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยที่ประเทศอื่นๆข้างเคียง ไม่มีผลกระทบใดๆ เพราะฉะนั้นการแบ่งไปลงทุนยังต่างประเทศจะเป็นผลดีในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ต

ยกเว้นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลงทุนประเทศไหนก็โดนผลกระทบเฉกเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่า “ใครโดนมาก ใครโดนน้อย”

5. บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม(ตลาดโฮจิมินห์และฮานอย) มีจำนวนมากที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัท

หากเข้าไปตรวจสอบบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเวียดนามทั้งสองตลาดจะพบว่าหลายบริษัทมีราคาในการเสนอซื้อ-ขายที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับศักยภาพในการเติบโตในอนาคตของบริษัท เป็นที่น่าสนใจในการเข้าไปลงทุนและรอคอยการแสดงศักยภาพของบริษัทในอนาคต ซึ่งผลตอบแทนในการลงทุนของนักลงทุนที่จะได้รับในบริษัทประเภทนี้ เรียกได้ว่า เป็นที่น่าพอใจ ทั้งการได้รับผลตอบแทนในส่วนต่างของราคา และการได้รับผลตอบแทนจากการปันผลของบริษัทที่ได้เพิ่มสูงขึ้นจากการที่บริษัทเติบโตขึ้น

6. บริษัทหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม มีอัตราการปันผลที่สูง

จากการได้เข้าไปลงทุนในระยะเวลาหนึ่งได้พบว่า มูลค่าการปันผลขอบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม สัมพันธ์กับกำไรที่บริษัทได้รับ ซึ่งสอดคล้องกันกับหลายๆประเทศ หลายปีที่ผ่านมาบริษัทเหล่านี้มีรายได้และกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในจำนวนที่สูงเช่นกัน ทั้งที่จ่ายเป็นเงินสด และจ่ายเป็นหุ้น ทำให้นักลงทุนสามารถนำปันผลที่ได้ไปทำการ Reinvestment หรือการนำกลับไปลงทุนใหม่ ทำให้พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

7. รัฐบาลของเวียดนามไม่เก็บภาษีจากการปันผล

ณ ปัจจุบัน ปันผลที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนามทั้งสองตลาด รัฐบาลของประเทศเวียดนามยังไม่มีนโยบายในการเก็บภาษี เรียกได้ว่าปันผลได้รับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นข้อดีอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจในการเข้ามาลงทุนของตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม

8. ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจและความนิยมจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ

สังเกตได้จากมูลค่าการซื้อ-ขายต่อวันจองทั้งสองตลาดที่มีมูลค่าที่ไม่สูง เฉลี่ยวันละเพียง 4 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อ-ขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท นับเป็นมูลค่าเพียง 10% ปริมาณการซื้อ-ขายของในประเทศและต่างประเทศมีความใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่ายังไม่ค่อยมีผู้ที่ให้ความสนใจในการเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเท่าที่ควร ทั้งที่มีบริษัทที่มีราคาถูกและการเติบโตที่รวมเร็วอยู่เยอะมากในตลาด! จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนก่อนที่ตลาดแห่งนี้จะได้รับความสนใจ ซึ่งการลงทุนก่อนที่ได้รับความสนใจนักลงทุนจะได้เปรียบในการลงทุนที่ได้ต้นทุนที่ต่ำ และมี Margin of safety สูง

แต่หากสังเกตในหลายปีที่ผ่านมาจะพบได้ว่า มูลค่าการซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเริ่มค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีผู้สนใจในการเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะต่างประเทศ หลายๆกองทุนเริ่มเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีศักยภาพของประเทศเวียดนามและถือในสัดส่วนที่สูง ซึ่งเป็นการถือหุ้นเพื่อลงทุนในระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่าต่างประเทศเริ่มเล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามและเล็งเห็นถึงผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

 

คราวนี้มาพิจารณาในส่วนของมุมมองด้านข้อเสีย

1. ตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเป็นตลาดเกิดใหม่

การเป็นตลาดเกิดใหม่นั้นได้กล่าวไว้แล้วในข้อดี ว่ามีโอกาสในการเติบโตได้อีกสูง แต่ก็เป็นข้อเสียเช่นกัน

เพราะตลาดเกิดใหม่อาจยังมีระบบทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแกร่ง ไม่เหมือนกับตลาดหรือระบบเศรษฐกิจที่ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานานที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้งทำให้ทราบถึงจุดดี จุดด้อย ของตนเองและมีการแก้ไข พัฒนาปรับปรุงแล้ว ทำให้ระบบตลาดและเศรษฐกิจของประเทศเล่านี้จะมีความแข็งแกร่งและมั่นคง แต่ตลาดเกิดใหม่ประสบการณ์ยังน้อยจึงอาจจะยังไม่มี “ภูมิคุ้มกัน” ที่ดีพอ ทำให้ดัชนีมีความผันผวนเป็นระยะ

2. ประเทศเวียดนามยังมีระบบการปกครองแบบสังคมนิยม

เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้นักลงทุนอาจไม่ค่อยกล้าเข้าไปลงทุน เนื่องจากหวั่นเกรงการมีอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลสังคมนิยม โดยพิจารณาว่ามีความเสี่ยงที่บริษัทต่างๆจะถูกเข้าควบคุมกิจการโดยรัฐบาลซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับบริษัทที่นักลงทุนเข้าไปลงทุนมีโอกาสสูงที่เงินทุนจำนวนนั้นจะสูญเสียไป

แต่…ตั้งแต่เวียดนามมีนโยบายเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ยังไม่เคยมีกรณีที่รัฐบาลของเวียดนามได้ดำเนินการใช้อำนาจในการเข้าควบคุมการดำเนินงานของบริษัทใดๆ และมองในมุมมองของประเทศเวียดนาม หากเกิดการดำเนินการเช่นนั้นย่อมจะส่งผลในเชิงลบถึงภาพลักษณ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ไม่มีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกล้าเข้ามาลงทุนอีก เพราะเกรงว่าวันหนึ่งรัฐบาลเวียดนามอาจจะเข้าควบคุมกิจการ ซึ่งมีความเสี่ยงเกินไป ซึ่งกรณีเช่นนี้เชื่อว่าไม่มีรัฐบาลของประเทศไหนในโลกอยากให้เกิดขึ้นแน่ เพราะฉะนั้นโอกาสในการใช้อำนาจของระบบการปกครองสังคมนิยมเข้าควบคุมกิจการของบริษัทต่างๆจึงมีน้อยหรือแทบไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น

3. การเสียค่าธรรมเนียมในการลงทุนสูง

สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่สนใจในการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม ข้อเสียอีกประการที่สำคัญคือ ค่าธรรมเนียมในการลงทุนที่สูง ประกอบไปด้วยค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน และค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ นักลงทุนเมื่อเริ่มลงทุนจะขาดทุนจากการค่าธรรมเนียมต่างๆเหล่านี้ทันที เพราะฉะนั้นการลงทุนในประเทศเวียดนามจำเป็นจะต้องตั้งผลตอบแทนในการลงทุนที่จะได้รับมากกว่าปกติ โดยทำการบวกเพิ่มค่าธรรมเนียมต่างๆที่ได้กล่าวมาเข้าไปด้วย

แต่นักลงทุนสามารถควบคุมการขาดทุนค่าธรรมเนียมที่กล่าวมาได้

เช่น ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจะใช้วิธีการโอนเงินไปในจำนวนที่เหมาะสม ไม่น้อยเกินไปและโอนเงินในจำนวนครั้งที่น้อยที่สุด เพราะค่าธรรมเนียมในการโอนเงินจะคิดค่าธรรมเนียมต่อหนึ่งครั้ง การโอนเงินไปบ่อยเท่าไหร่นักลงทุนก็จะยิ่งเสียค่าธรรมเนียมมากขึ้นนั้น และค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายที่เมื่อพิจารณาดูแล้วมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกือบเท่าตัว เพราะฉะนั้นการซื้อ-ขายหุ้นบ่อยๆจะทำให้นักลงทุนเสียค่าธรรมเนียมในส่วนนี้สูงมาก การลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามจึงไม่นิยมการซื้อ-ขายในระยะสั้น การถือเพื่อลงทุนในระยะยาวมีความคุ้มค่าในส่วนของค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายที่น้อยและผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในระยะยาวทั้งจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์และปันผลที่เติบโตที่เป็นที่น่าพอใจ

4. ความเสี่ยงเรื่องของค่าเงิน

ประเทศเวียดนามมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ คือธนาคารกลางของประเทศเวียดนามมีหน้าที่ในการดูแลกำกับอัตราค่าเงินเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับประเทศไทยก่อนปี พ.ศ. 2540 ซึ่งระบบอัตราแลกเปลี่ยนเช่นนี้มีข้อเสียใหญ่คือ หากค่าเงินของประเทศไม่ได้สะท้อนกับมูลค่าแท้จริงที่ควรจะเป็น ค่าเงินอาจความเสียหายได้ เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อปี 2540 นี่เป็นอีกเหตุผลที่นักลงทุนย่อมต้องกังวลในการเข้าไปลงทุน เพียงแต่รัฐบาลเวียดนามมีเครื่องมือทางการควบคุมเงินทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการปกครองแบบ “ระบบสังคมนิยม” ของประเทศ ทำให้รัฐบาลเวียดนามมีอำนาจเด็จขาดในการควบคุมจำนวนเงินที่เข้าออกในระบบ หากเกิดความผิดปกติขึ้นรัฐบาลสามารถกำหนดทิศทางการไหลเข้าหรือไหลออกของเงินทุนได้

ในปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามนิยมให้ค่าเงินด่องมีการอ่อนค่าลงเล็กน้อยโดยกำหนดเป้าหมายไว้ในแต่ละปีว่าหากมีการลดค่าเงินดองจะลดไม่เกินเท่าไหร่เพื่อการส่งเสริมการส่งออกของประเทศเวียดนาม

                สรุป หากนักลงทุนพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียตามที่ได้กล่าวไปในบทความ จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสในการเติบโตและได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจในอนาคต แต่ก็มีความเสี่ยงของการลงทุนในรูปแบบการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศอยู่เช่นกัน ฉะนั้นนักลงทุนควรจะหมั่นศึกษาหาความรู้และข้อมูลข่าวสารต่างๆเพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อเป็นการพัฒนาพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนเองและเป็นการลดทอนความเสี่ยงหรือข้อเสียประการต่างๆที่อาจมีผลกระทบกับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน

 

————————————————————————————————————————————
โดย  อ.คิว (คุณพงศธร ปารเมศ บุญสนอง)
วิทยากรจาก Wealth&Passion Academy  ( เปิดสอนคอร์ส หาหุ้น 10 เด้งก่อนใครในเวียดนาม )
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม  คลิก www.wealthpassionacademy.com